Gen Z หางานยากจริงหรือ? เจาะลึกความคาดหวังที่เปลี่ยนไปในโลกการทำงาน

Gen Z กับความท้าทายในตลาดแรงงาน: เมื่อเงินเดือนไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดความสุขในการทำงาน
ในปัจจุบัน ประเด็นที่ว่า เด็ก Gen Z กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการหางานกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามว่าเหตุใดคนหนุ่มสาวในยุคนี้จึงประสบปัญหาในการเข้าสู่โลกการทำงาน ทั้งที่พวกเขามีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่น บทความนี้จะสำรวจปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่ม เด็กจบใหม่ ในยุคปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และความคาดหวังที่สวนทาง
ตลาดแรงงานในอดีตนั้นมีโครงสร้างที่ชัดเจน ตำแหน่งงานมีความมั่นคง และความคาดหวังของนายจ้างค่อนข้างตายตัว แต่หลังจากการระบาดของโควิด-19 และการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล โลกของการทำงานได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง
ทักษะที่ตลาดต้องการไม่เหมือนเดิม: องค์กรต่างๆ ในปัจจุบันมองหาพนักงานที่มี ทักษะเฉพาะทาง ที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis), การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing), การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX/UI Design), การเขียนโปรแกรม (Coding) หรือแม้แต่ AI Prompt Engineering ซึ่งทักษะเหล่านี้มักไม่ได้ถูกสอนอย่างครอบคลุมในหลักสูตรมหาวิทยาลัย ทำให้ Gen Z ต้องใช้เวลาและทรัพยากรเพิ่มเติมในการ Upskill หรือ Reskill เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้ตำแหน่งงานประจำลดลง: ความผันผวนทางเศรษฐกิจทั่วโลกทำให้หลายบริษัทต้องระมัดระวังในการจ้างงาน โดยเลือกที่จะระงับการจ้างพนักงานใหม่ หรือเปลี่ยนมาจ้างงานในรูปแบบชั่วคราวและ สัญญาจ้างแบบอิสระ (Freelance) มากขึ้น จากรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) พบว่า สัดส่วนการจ้างงานแบบไม่ประจำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ตำแหน่งงานประจำที่มั่นคงลดน้อยลง และส่งผลให้เด็กจบใหม่ต้องแข่งขันกับผู้มีประสบการณ์มากขึ้น เพื่อแย่งชิงตำแหน่งงานที่มีจำกัด
Gen Z: แสวงหาความหมายมากกว่าแค่ค่าตอบแทน
หนึ่งในลักษณะเด่นของ Gen Z คือการให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ไม่ใช่ตัวเงินในการทำงาน ซึ่งแตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างชัดเจน
ความสุขในการทำงานคือหัวใจสำคัญ: Gen Z ให้ความสำคัญกับ คุณภาพชีวิต และการทำงานที่มีความหมาย พวกเขามองหางานที่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว เช่น การสนับสนุนสิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียมทางสังคม และ ความยั่งยืน นอกจากนี้ พวกเขายังต้องการทำงานในองค์กรที่มีวัฒนธรรมเปิดกว้าง และปราศจาก "ดราม่าในที่ทำงาน" ซึ่งบั่นทอนกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงาน
ปฏิเสธโครงสร้างลำดับชั้นแบบเดิม: องค์กรที่ยังคงยึดติดกับโครงสร้างอำนาจแบบเก่า ที่หัวหน้าเป็นผู้สั่งการเพียงฝ่ายเดียวและลูกน้องต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น มักไม่สามารถดึงดูดหรือรักษาพนักงาน Gen Z ไว้ได้นาน เนื่องจากพวกเขาเชื่อมั่นใน การทำงานร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนแนวคิดมากกว่าการทำตามคำสั่งโดยไร้เหตุผล การให้พื้นที่แสดงความคิดเห็นและยอมรับแนวคิดใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ Gen Z
วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ: อุปสรรคสำคัญที่ Gen Z ต้องเจอ
แม้จะได้งานแล้ว แต่ Gen Z จำนวนมากกลับตัดสินใจลาออกอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องเผชิญกับ วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ (Toxic Culture) ปัญหาเหล่านี้รวมถึงการกลั่นแกล้ง การแบ่งพรรคพวก หรือ การเมืองในที่ทำงาน รวมถึงการมีหัวหน้าที่ไม่รับฟังความคิดเห็นหรือไม่ให้โอกาสในการเติบโต สิ่งเหล่านี้ทำให้ Gen Z รู้สึกไม่มีความสุขในการทำงาน และไม่เต็มใจที่จะทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่บั่นทอนจิตใจ แม้ว่างานนั้นจะให้ค่าตอบแทนที่สูงก็ตาม
กลยุทธ์ปรับตัวสำหรับ Gen Z เพื่อเพิ่มโอกาสในการหางาน
แม้ตลาดแรงงานจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ Gen Z ยังคงมีศักยภาพและโอกาสมากมาย หากพวกเขามีกลยุทธ์ในการปรับตัวและพัฒนาตนเองอย่างเหมาะสม
ทำความเข้าใจโลกการทำงานก่อนการสมัคร: การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรจากแหล่งต่างๆ เช่น Glassdoor, LinkedIn หรือแม้แต่กระทู้ใน Pantip สามารถช่วยให้ Gen Z มองเห็นภาพรวมขององค์กรนั้นๆ ได้ชัดเจนขึ้น การตรวจสอบรีวิวจากพนักงานเก่าและการสืบค้นว่าองค์กรใดมี "ดราม่าในที่ทำงาน" หรือไม่ จะช่วยในการตัดสินใจ นอกจากนี้ การทำความเข้าใจว่างานในสายอาชีพที่สนใจต้องการ "ทักษะเฉพาะ" อะไรบ้าง จะช่วยในการวางแผนพัฒนาตนเองได้อย่างตรงจุด
พัฒนาทักษะใหม่ๆ นอกเหนือจากใบปริญญา: ในยุคปัจจุบัน ใบปริญญาไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงความสามารถ การเรียนรู้ผ่าน คอร์สออนไลน์ บนแพลตฟอร์มอย่าง Coursera, Skillshare หรือแม้แต่ YouTube รวมถึงการสร้าง โปรเจกต์ส่วนตัว หรืองาน ฟรีแลนซ์ เพื่อใช้เป็น Portfolio จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับตนเอง นอกจากนี้ การฝึกฝน Soft Skill เช่น ทักษะการสื่อสาร, การนำเสนอ, และ การเขียนอย่างมืออาชีพ ก็มีความสำคัญไม่แพ้ Hard Skill
เปิดใจลดความคาดหวัง แต่ไม่ลดคุณค่าในตนเอง: แม้ Gen Z จะต้องการ "ทำงานอย่างมีความสุข" แต่สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าความสุขนั้นอาจไม่ได้มาในทันที การเปิดใจรับประสบการณ์ แม้จะเป็นงานแรกที่ไม่ใช่งานในฝัน จะเป็นโอกาสในการเรียนรู้ระบบการทำงานจริงและพัฒนา Mindset แบบมืออาชีพ นอกจากนี้ การสร้าง เครือข่าย (Networking) กับรุ่นพี่ในสายอาชีพจะช่วยขยายโอกาสในอนาคต
เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Emotional Resilience): ปัญหาในการทำงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การจัดการกับความเครียดและความไม่เข้าใจในที่ทำงานเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้ การฝึก การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ, การ ตั้งขอบเขตการทำงานที่ชัดเจน, และการใช้เวลานอกงานเพื่อ พักผ่อน, พัฒนาตนเอง, และสร้าง สมดุลชีวิต จะช่วยให้ Gen Z รับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทสรุป: การเข้าใจโลกและการเข้าใจตนเองคือกุญแจสู่ความสำเร็จ
การที่ Gen Z พบความยากลำบากในการหางานไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาไม่มีความสามารถ แต่เป็นผลมาจากความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกการทำงาน หากคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้เปิดใจเรียนรู้ ปรับมุมมอง และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะได้งานที่ดีและ "การทำงานอย่างมีความสุข" ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม ดังที่กล่าวไว้ว่า "การหางานไม่ใช่การหาสิ่งที่ใช่ในทันที แต่คือการค้นหาตัวเองผ่านประสบการณ์"
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับความท้าทายที่ Gen Z กำลังเผชิญในตลาดแรงงานปัจจุบันหรือไม่?
- อดีตสมาชิก BNK48 เคลื่อนไหว: 'อรอุ๋ง' โต้ข่าวฉาวด้วยการยืนยันความบริสุทธิ์
- เมื่อ “ซุปตาร์” ถูกตั้งคำถาม! ย้อนดูคำตอบสุดจี๊ดที่ทำโซเชียลแตก
- ไขข้อสงสัย ทำไมเราต้องเป่าเค้กวันเกิด
- กว่าจะเป็นพระเอก! จางเยี่ยนหมิง เผย "วันที่มืดมนที่สุด" ในชีวิตนักแสดง เหตุเพราะยาถ่าย
- ปลอดภัยจริงหรือ? ผู้เชี่ยวชาญไขข้อข้องใจเรื่องโถส้วมสาธารณะ