Gen Z หางานยากจริงหรือ? เจาะลึกความคาดหวังที่เปลี่ยนไปในโลกการทำงาน

Gen Z กับความท้าทายในตลาดแรงงาน: เมื่อเงินเดือนไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดความสุขในการทำงาน

 

ในปัจจุบัน ประเด็นที่ว่า เด็ก Gen Z กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการหางานกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามว่าเหตุใดคนหนุ่มสาวในยุคนี้จึงประสบปัญหาในการเข้าสู่โลกการทำงาน ทั้งที่พวกเขามีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่น บทความนี้จะสำรวจปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่ม เด็กจบใหม่ ในยุคปัจจุบัน


การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และความคาดหวังที่สวนทาง

 

ตลาดแรงงานในอดีตนั้นมีโครงสร้างที่ชัดเจน ตำแหน่งงานมีความมั่นคง และความคาดหวังของนายจ้างค่อนข้างตายตัว แต่หลังจากการระบาดของโควิด-19 และการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล โลกของการทำงานได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง

  1. ทักษะที่ตลาดต้องการไม่เหมือนเดิม: องค์กรต่างๆ ในปัจจุบันมองหาพนักงานที่มี ทักษะเฉพาะทาง ที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis), การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing), การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX/UI Design), การเขียนโปรแกรม (Coding) หรือแม้แต่ AI Prompt Engineering ซึ่งทักษะเหล่านี้มักไม่ได้ถูกสอนอย่างครอบคลุมในหลักสูตรมหาวิทยาลัย ทำให้ Gen Z ต้องใช้เวลาและทรัพยากรเพิ่มเติมในการ Upskill หรือ Reskill เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

  2. เศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้ตำแหน่งงานประจำลดลง: ความผันผวนทางเศรษฐกิจทั่วโลกทำให้หลายบริษัทต้องระมัดระวังในการจ้างงาน โดยเลือกที่จะระงับการจ้างพนักงานใหม่ หรือเปลี่ยนมาจ้างงานในรูปแบบชั่วคราวและ สัญญาจ้างแบบอิสระ (Freelance) มากขึ้น จากรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) พบว่า สัดส่วนการจ้างงานแบบไม่ประจำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ตำแหน่งงานประจำที่มั่นคงลดน้อยลง และส่งผลให้เด็กจบใหม่ต้องแข่งขันกับผู้มีประสบการณ์มากขึ้น เพื่อแย่งชิงตำแหน่งงานที่มีจำกัด


Gen Z: แสวงหาความหมายมากกว่าแค่ค่าตอบแทน

 

หนึ่งในลักษณะเด่นของ Gen Z คือการให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ไม่ใช่ตัวเงินในการทำงาน ซึ่งแตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างชัดเจน

  1. ความสุขในการทำงานคือหัวใจสำคัญ: Gen Z ให้ความสำคัญกับ คุณภาพชีวิต และการทำงานที่มีความหมาย พวกเขามองหางานที่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว เช่น การสนับสนุนสิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียมทางสังคม และ ความยั่งยืน นอกจากนี้ พวกเขายังต้องการทำงานในองค์กรที่มีวัฒนธรรมเปิดกว้าง และปราศจาก "ดราม่าในที่ทำงาน" ซึ่งบั่นทอนกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงาน

  2. ปฏิเสธโครงสร้างลำดับชั้นแบบเดิม: องค์กรที่ยังคงยึดติดกับโครงสร้างอำนาจแบบเก่า ที่หัวหน้าเป็นผู้สั่งการเพียงฝ่ายเดียวและลูกน้องต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น มักไม่สามารถดึงดูดหรือรักษาพนักงาน Gen Z ไว้ได้นาน เนื่องจากพวกเขาเชื่อมั่นใน การทำงานร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนแนวคิดมากกว่าการทำตามคำสั่งโดยไร้เหตุผล การให้พื้นที่แสดงความคิดเห็นและยอมรับแนวคิดใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ Gen Z


วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ: อุปสรรคสำคัญที่ Gen Z ต้องเจอ

 

แม้จะได้งานแล้ว แต่ Gen Z จำนวนมากกลับตัดสินใจลาออกอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องเผชิญกับ วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ (Toxic Culture) ปัญหาเหล่านี้รวมถึงการกลั่นแกล้ง การแบ่งพรรคพวก หรือ การเมืองในที่ทำงาน รวมถึงการมีหัวหน้าที่ไม่รับฟังความคิดเห็นหรือไม่ให้โอกาสในการเติบโต สิ่งเหล่านี้ทำให้ Gen Z รู้สึกไม่มีความสุขในการทำงาน และไม่เต็มใจที่จะทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่บั่นทอนจิตใจ แม้ว่างานนั้นจะให้ค่าตอบแทนที่สูงก็ตาม


กลยุทธ์ปรับตัวสำหรับ Gen Z เพื่อเพิ่มโอกาสในการหางาน

 

แม้ตลาดแรงงานจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ Gen Z ยังคงมีศักยภาพและโอกาสมากมาย หากพวกเขามีกลยุทธ์ในการปรับตัวและพัฒนาตนเองอย่างเหมาะสม

  1. ทำความเข้าใจโลกการทำงานก่อนการสมัคร: การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรจากแหล่งต่างๆ เช่น Glassdoor, LinkedIn หรือแม้แต่กระทู้ใน Pantip สามารถช่วยให้ Gen Z มองเห็นภาพรวมขององค์กรนั้นๆ ได้ชัดเจนขึ้น การตรวจสอบรีวิวจากพนักงานเก่าและการสืบค้นว่าองค์กรใดมี "ดราม่าในที่ทำงาน" หรือไม่ จะช่วยในการตัดสินใจ นอกจากนี้ การทำความเข้าใจว่างานในสายอาชีพที่สนใจต้องการ "ทักษะเฉพาะ" อะไรบ้าง จะช่วยในการวางแผนพัฒนาตนเองได้อย่างตรงจุด

  2. พัฒนาทักษะใหม่ๆ นอกเหนือจากใบปริญญา: ในยุคปัจจุบัน ใบปริญญาไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงความสามารถ การเรียนรู้ผ่าน คอร์สออนไลน์ บนแพลตฟอร์มอย่าง Coursera, Skillshare หรือแม้แต่ YouTube รวมถึงการสร้าง โปรเจกต์ส่วนตัว หรืองาน ฟรีแลนซ์ เพื่อใช้เป็น Portfolio จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับตนเอง นอกจากนี้ การฝึกฝน Soft Skill เช่น ทักษะการสื่อสาร, การนำเสนอ, และ การเขียนอย่างมืออาชีพ ก็มีความสำคัญไม่แพ้ Hard Skill

  3. เปิดใจลดความคาดหวัง แต่ไม่ลดคุณค่าในตนเอง: แม้ Gen Z จะต้องการ "ทำงานอย่างมีความสุข" แต่สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าความสุขนั้นอาจไม่ได้มาในทันที การเปิดใจรับประสบการณ์ แม้จะเป็นงานแรกที่ไม่ใช่งานในฝัน จะเป็นโอกาสในการเรียนรู้ระบบการทำงานจริงและพัฒนา Mindset แบบมืออาชีพ นอกจากนี้ การสร้าง เครือข่าย (Networking) กับรุ่นพี่ในสายอาชีพจะช่วยขยายโอกาสในอนาคต

  4. เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Emotional Resilience): ปัญหาในการทำงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การจัดการกับความเครียดและความไม่เข้าใจในที่ทำงานเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้ การฝึก การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ, การ ตั้งขอบเขตการทำงานที่ชัดเจน, และการใช้เวลานอกงานเพื่อ พักผ่อน, พัฒนาตนเอง, และสร้าง สมดุลชีวิต จะช่วยให้ Gen Z รับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


บทสรุป: การเข้าใจโลกและการเข้าใจตนเองคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

 

การที่ Gen Z พบความยากลำบากในการหางานไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาไม่มีความสามารถ แต่เป็นผลมาจากความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกการทำงาน หากคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้เปิดใจเรียนรู้ ปรับมุมมอง และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะได้งานที่ดีและ "การทำงานอย่างมีความสุข" ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม ดังที่กล่าวไว้ว่า "การหางานไม่ใช่การหาสิ่งที่ใช่ในทันที แต่คือการค้นหาตัวเองผ่านประสบการณ์"

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับความท้าทายที่ Gen Z กำลังเผชิญในตลาดแรงงานปัจจุบันหรือไม่?